Active Learning คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร

Active Learning คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร

ในบริบททางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร อย่างไรก็ตาม รูปแบบการฝึกอบรมแบบดั้งเดิมที่เน้นการบรรยายเพียงอย่างเดียว อาจมีข้อจำกัดในการตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเชื่อมโยงทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง

ด้วยเหตุนี้ การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพื่อตอบรับการฝึกอบรมในยุค New Normal Active Learning จึงเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างแข็งขัน ซึ่งส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง พร้อมสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

Key Point:

Active Learning คือกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้สอนทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการ (Facilitator) ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การคิดวิเคราะห์ และการลงมือปฏิบัติจริง องค์กรที่ใช้สามารถยกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาบุคลากร สร้างทักษะการทำงานเป็นทีม และวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

Active Learning คืออะไร?

Active Learning คืออะไร?

Active Learning (การเรียนรู้เชิงรุก) คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เปลี่ยนบทบาทผู้เรียนจากผู้รับสารเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ผ่านกิจกรรม เช่น การคิดวิเคราะห์ การอภิปราย การแก้ปัญหา และการลงมือปฏิบัติจริง โดยผู้สอนทำหน้าที่เป็น วิทยากรกระบวนการ หรือผู้เอื้ออำนวยความสะดวก (Facilitator) ตรงข้ามกับ Passive Learning ที่ผู้เรียนนั่งฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว

กระบวนการสอนแบบ Active Learning คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Learning) โดยปรับเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากการเป็นผู้รับสารเพียงฝ่ายเดียว ให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในกระบวนการเรียนรู้ อาทิ การอ่านเชิงวิเคราะห์ การเขียนเพื่อสรุปทบทวน การคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) พร้อมทั้งการตั้งคำถามสำหรับการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ

Active Learning ยังให้ความสำคัญกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน โดยผู้สอนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายหลักไปเป็น ผู้เอื้ออำนวย (Facilitator) ที่ทำหน้าที่ในการแนะนำ ให้คำปรึกษา พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ในขณะที่ผู้เรียนจะได้รับการสนับสนุนให้นำสิ่งที่เรียนรู้มาเชื่อมโยงกับประสบการณ์และแนวคิดที่มีอยู่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Expert Insight:

แนวคิด Active Learning สอดคล้องกับ Bloom's Taxonomy ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดทางการศึกษาที่จัดลำดับขั้นการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับ "จำได้" ไปจนถึง "การสร้างสรรค์" — Active Learning ช่วยผลักดันผู้เรียนจากขั้นล่าง (จำ เข้าใจ) ไปสู่ขั้นสูง (วิเคราะห์ ประเมิน สร้างสรรค์) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระบวนการสอนแบบ Active Learning มีความสำคัญอย่างไร?

Key Point:

5 ประโยชน์หลักของ Active Learning ในองค์กร ได้แก่ ความเข้าใจลึกซึ้ง คิดวิเคราะห์เป็นระบบ ทักษะทางสังคม แก้ปัญหาสร้างสรรค์ และทำงานเป็นทีม

5 ประโยชน์หลักของ Active Learning ในองค์กร
  1. ส่งเสริมความเข้าใจและการจดจำอย่างลึกซึ้ง
  2. พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
  3. เสริมสร้างทักษะทางสังคม
  4. ยกระดับทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
  5. ปลูกฝังทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดี

1. ส่งเสริมความเข้าใจและการจดจำอย่างลึกซึ้ง

เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ด้วยตนเอง การลงมือปฏิบัติจริง การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การอภิปราย ช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิม สร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

2. พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

กระบวนการลงมือปฏิบัติจริงเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ช่วยให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย

3. เสริมสร้างทักษะทางสังคม

สนับสนุนการทำงานเป็นทีม รวมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่นในองค์กร

4. ยกระดับทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

การเรียนรู้ผ่าน Active Learning ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเผชิญสถานการณ์ที่แตกต่าง แก้ไขปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์

5. ปลูกฝังทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดี

ผ่านกิจกรรมกลุ่ม การอภิปราย ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนร่วมมือแก้ไขปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พัฒนาทักษะการสื่อสาร การรับฟัง และการแบ่งหน้าที่

รูปแบบการสอน Active Learning — กรอบ 5Es

ขับเคลื่อนสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ด้วยวงจร 5Es

Tips:

กรอบ 5Es (Engage-Explore-Explain-Elaborate-Evaluate) เป็นโมเดลการสอนที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกระตุ้นความสนใจไปจนถึงการประเมินผล เหมาะสำหรับการออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมในองค์กรที่ต้องการผลลัพธ์ที่วัดได้

1. การกระตุ้นความสนใจ (Engagement)

ดึงดูดความสนใจของผู้เรียนและสร้างแรงจูงใจ เชื่อมโยงประสบการณ์กับเนื้อหาบทเรียน การสร้างบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระโดยปราศจากการตัดสิน จะช่วยส่งเสริมความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

2. การสำรวจและค้นหา (Exploration)

ผู้เรียนได้เผชิญกับข้อมูลใหม่ สำรวจทำความเข้าใจในเนื้อหาอย่างอิสระ ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ พิจารณาแหล่งข้อมูล รวมถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่ค้นพบ ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของเนื้อหา ทั้งยังทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

3. การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)

เน้นการสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยให้ผู้เรียนได้แสดงมุมมองที่หลากหลาย เมื่อนำความคิดเห็นต่าง ๆ มารวบรวมวิเคราะห์ร่วมกัน นำไปสู่การสรุปองค์ความรู้ที่ชัดเจนและครอบคลุม

4. การขยายความรู้และเชื่อมโยง (Elaboration)

นำข้อมูลที่ได้รับมาเชื่อมโยงกับความรู้เดิม ขยายขอบเขตไปสู่ความรู้อื่นที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมโยงความรู้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถต่อยอดความเข้าใจ ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

5. การประเมินผล (Evaluation)

ประเมินผลการเรียนรู้ ตรวจสอบความเข้าใจ และประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการสอน นำไปสู่การวางแผนเพื่อประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้รับกับบทเรียนอื่น ๆ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม

Expert Insight:

การออกแบบกิจกรรม Active Learning ตามกรอบ 5Es สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีก เมื่อมีการวางแผนโครงสร้างหลักสูตร (Course Outline)ที่ชัดเจน กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรม และเกณฑ์ประเมินผลล่วงหน้า เพื่อให้แต่ละขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ

6 ตัวอย่างกิจกรรม Active Learning ที่ใช้ได้จริงในองค์กร

สิ่งที่ควรรู้:

ตัวอย่าง Active Learning ทั้ง 6 รูปแบบต่อไปนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกอบรมองค์กรได้ทันที ตั้งแต่รูปแบบง่ายอย่าง Think-Pair-Share ไปจนถึง Project-Based Learning ที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้น เลือกใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และข้อจำกัดขององค์กร

1. การแบ่งปันความคิด (Think-Pair-Share)

ผู้ฝึกสอนตั้งคำถาม → ผู้เรียนคิดด้วยตนเอง → จับคู่แลกเปลี่ยน → นำเสนอผลลัพธ์ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และทักษะการสื่อสาร

2. การเรียนรู้โดยเน้นปัญหา (Problem-Based Learning)

นำเสนอสถานการณ์จำลองปัญหาจากบริบทการทำงานจริง กระตุ้นให้ร่วมกันวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางแก้ไข

3. กรณีศึกษา (Case Study)

นำเสนอเรื่องราวหรือเหตุการณ์จริงที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ประเด็น อภิปราย และสรุปร่วมกัน

4. การแสดงบทบาทสมมติ (Role-Playing)

สร้างสถานการณ์จำลอง กำหนดบทบาทให้ผู้เรียนสวมบทบาท เพื่อเข้าใจมุมมองผู้ที่เกี่ยวข้องและพัฒนาทักษะการสื่อสาร

5. การเรียนรู้ผ่านการทำผลงาน (Project-Based Learning)

มอบหมายหัวข้อโครงงาน ให้ผู้เรียนค้นคว้า วางแผน ลงมือปฏิบัติจริง จำลองประสบการณ์การทำงาน

6. การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Teaching)

ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่เข้าใจดีทำหน้าที่เป็นผู้สอนให้เพื่อนร่วมชั้น ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะการสื่อสาร

นอกจากนี้ การนำหลักการ Gamification มาผสมผสานกับ Active Learning ช่วยเพิ่มแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้ระบบคะแนน (Points) การแข่งขัน (Leaderboard) หรือการปลดล็อกระดับ (Badges) ในกิจกรรมการเรียนรู้

ยกระดับการมีส่วนร่วมขั้นสุดด้วย Gamification

โดยสรุปแล้ว กระบวนการสอนแบบ Active Learning เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนรู้และการพัฒนาบุคลากรในยุคปัจจุบัน เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านการคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหา การทดลองแก้ไขด้วยตนเอง และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมเรียน จึงช่วยยกระดับศักยภาพของบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มความน่าสนใจให้กับคอร์สเรียน อีกทั้งยังเอื้อต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Active Learning ต่างจากการเรียนรู้แบบดั้งเดิม (Passive Learning) อย่างไร?

Active Learning เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ผ่านการคิด วิเคราะห์ อภิปราย และลงมือปฏิบัติจริง ขณะที่การเรียนรู้แบบดั้งเดิม (Passive Learning) ให้ผู้เรียนเป็นผู้รับฟังเพียงอย่างเดียว ข้อมูลจากงานวิจัยด้านการศึกษาชี้ว่าผู้เรียนที่ผ่านกระบวนการ Active Learning มีแนวโน้มจดจำเนื้อหาได้นานกว่า และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ดีกว่า

องค์กรจะนำ Active Learning ไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงานได้อย่างไร?

องค์กรสามารถเริ่มจากการผสมผสาน Active Learning เข้ากับโปรแกรมฝึกอบรมที่มีอยู่ เช่น เพิ่มกิจกรรม Think-Pair-Share ใน Workshop ใช้ Case Study จากสถานการณ์จริงในองค์กร หรือออกแบบ Problem-Based Learning ที่เกี่ยวข้องกับงานประจำวัน ทีม HR และ L&D สามารถใช้ระบบ LMS ที่รองรับกิจกรรมเชิงรุกเพื่อบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ

Active Learning เหมาะกับการฝึกอบรมประเภทใดในองค์กร?

Active Learning สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการฝึกอบรมแทบทุกประเภท ตั้งแต่ Onboarding พนักงานใหม่ การฝึกอบรมทักษะเฉพาะทาง (Technical Training) ไปจนถึงการพัฒนาภาวะผู้นำ (Leadership Development) วิธีการที่เหมาะสมจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ เช่น Role-Playing เหมาะกับ Soft Skill ส่วน Problem-Based Learning เหมาะกับทักษะการแก้ปัญหา

วัดผลความสำเร็จของ Active Learning ในองค์กรได้อย่างไร?

การวัดผล Active Learning ควรดำเนินการหลายมิติ ได้แก่ 1) การประเมินความรู้ก่อน-หลังเรียน (Pre-Post Assessment) 2) การสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม 3) การประเมินผลงานหรือโครงงาน (Project-Based Assessment) และ 4) การติดตามการนำความรู้ไปใช้จริงในงาน (On-the-Job Application) ทีม L&D สามารถใช้ Dashboard ใน LMS เพื่อติดตามผลลัพธ์เหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ

เขียนโดย

Ronnachai Ariyathamthavorn

Chief Operating Officer, บริษัท ฟร็อกดิจิตอล กรุ๊ป จำกัด

วางแผนและวางกลยุทธ์ และบริหารดูแลการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

MBA, Chulalongkorn University | Pharm.D., Silpakorn University

Related Article