การพัฒนาฝีมือแรงงาน: สิ่งที่ผู้ประกอบกิจการต้องรู้

การพัฒนาฝีมือแรงงาน: สิ่งที่ผู้ประกอบกิจการต้องรู้ (อัปเดต 2026)

สิ่งที่ควรรู้:

ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานแก่ลูกจ้าง ไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนลูกจ้างเฉลี่ยต่อปี มิฉะนั้นต้องส่ง เงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (อัตรา 1% ของฐานค่าจ้าง) โดยต้องยื่นเอกสารหลังจบอบรมภายใน 60 วัน บทความนี้สรุปวิธีคำนวณ เอกสารสำคัญ และแนวทางใช้ LMS เพื่อจัดทำรายงานให้ครบถ้วน

? การพัฒนาฝีมือแรงงาน คืออะไร?

การพัฒนาฝีมือแรงงาน ในบริบทของผู้ประกอบกิจการ หมายถึง การจัดให้ลูกจ้างได้รับการฝึกอบรมหรือพัฒนาทักษะตามหลักเกณฑ์ที่ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนด โดยต้องมีหลักฐานการจัดอบรม รายชื่อผู้เข้าร่วม หลักสูตร และเอกสารประกอบครบถ้วน เพื่อใช้ยืนยันการปฏิบัติตามข้อกำหนดและประเมินการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน

ก่อนเริ่ม: เกณฑ์ "100 คน" และ "50%" คืออะไร

Key Point:

เกณฑ์หลักของกฎหมายมี 2 ส่วนคือ (1) จำนวนลูกจ้าง ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป และ (2) ต้องจัดให้ลูกจ้าง ไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนลูกจ้างเฉลี่ยตามวิธีคำนวณในแต่ละปีได้รับการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยข้อมูลจำนวนลูกจ้างต้องสอดคล้องกับที่ยื่นประกันสังคม เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้

การพัฒนาฝีมือแรงงานในประเทศไทยอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งกำหนดบทบาทของผู้ประกอบกิจการในการพัฒนาทักษะของแรงงานในประเทศ ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างจำนวนถึงเกณฑ์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งด้านจำนวนผู้ผ่านการอบรม การจัดทำเอกสาร และระยะเวลายื่นเอกสาร

วิธีการคำนวณจำนวนลูกจ้าง

Tips:

วิธีคำนวณขึ้นกับว่า "จำนวนลูกจ้างเกิน 100 คน" ตั้งแต่ต้นปี หรือเกิดขึ้นระหว่างปี โดยใช้ จำนวนลูกจ้าง ณ สิ้นเดือน (ให้ตรงกับประกันสังคม) แล้วคำนวณค่าเฉลี่ยเพื่อหา "ฐานจำนวนลูกจ้าง" จากนั้นกำหนดเป้าหมายฝึกอบรมขั้นต่ำที่ 50% ของฐานนั้น

  1. กรณีลูกจ้างมากกว่า 100 คนตั้งแต่เดือนมกราคม — เอาจำนวนลูกจ้างแต่ละเดือนบวกกันแล้วหารด้วย 12 ได้เท่าไหร่ ต้องจัดฝึกอบรมให้ได้มากกว่า 50% ของจำนวนนั้น
  2. กรณีลูกจ้างมากกว่า 100 คน ระหว่างปี — เอาจำนวนลูกจ้างตั้งแต่เดือนที่เกินบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนเดือนที่เกิน ได้เท่าไหร่ ต้องจัดฝึกอบรมให้ได้มากกว่า 50% ของจำนวนนั้น
Checklist หลักฐานตัวเลขลูกจ้าง (พร้อมตรวจ)
  1. จำนวนลูกจ้างรายเดือน = จำนวนลูกจ้าง ณ สิ้นเดือน (ตรงกับที่ยื่นประกันสังคม)
  2. เก็บไฟล์/รายงานที่อ้างอิงที่มาของตัวเลขทุกเดือน
  3. บันทึกการฝึกอบรมที่เกิดขึ้นจริง (รายชื่อ/เวลา/หลักสูตร) เพื่อ map กับเกณฑ์ 50% ได้

แนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบกิจการ

Short Note:

เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายอย่างมีหลักฐานครบถ้วน ให้จัดการงานเป็น 4 ส่วน: (1) ขึ้นทะเบียน (2) วางแผนและจัดฝึกอบรม (3) จัดเก็บหลักฐานและคุมเงื่อนไขเอกสาร 60 วัน (4) ประเมินความเสี่ยงเรื่องเงินสมทบกองทุนจากจำนวนผู้ผ่านการฝึกอบรม

1) การขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบกิจการ

ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างครบ 100 คนขึ้นไปต้องดำเนินการขึ้นทะเบียน แบบฟอร์มที่ต้องยื่น: แบบ สท.1 และ สท.4

2) การจัดฝึกอบรมพนักงาน

ผู้ประกอบกิจการต้องจัดการฝึกอบรมให้ครบ 50% ของลูกจ้างเฉลี่ยต่อปี โดยแบ่งประเภทการฝึกอบรมออกเป็น

In-house Training: ผู้ประกอบกิจการจัดอบรมเอง หรือจัดอบรมเองผ่าน In-house Training หรือ e-Learning ของบริษัท (ดูรายละเอียดเกณฑ์ระบบ LMS เพิ่มเติม: ข้อกำหนด e-Learning กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน)

  • แบบ ฝย/ฝป 1, 2-1, 3
  • สำเนาใบลงทะเบียน ลงลายมือชื่อเข้ารับการฝึกอบรม (เช้า-บ่าย)
  • สำเนาหลักสูตร, กำหนดการอบรม, สำเนาใบเสร็จ (ถ้ามี)

Public Training: ส่งพนักงานไปอบรมภายนอก

  • ยื่นแบบ ฝย/ฝป 1, 2-2
  • สำเนาหลักสูตร, กำหนดการอบรม, สำเนาใบเสร็จ
  • หนังสือรับรองการฝึกอบรมหรือวุฒิบัตร (ถ้ามี)

เงื่อนไข:

  1. ต้องยื่นเอกสารให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หลังจบการอบรม
  2. เมื่อยื่นขอรับรองหลักสูตร ให้รอการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และการให้ความเห็นชอบของนายทะเบียน
  3. ยื่นขอรับรองหลักสูตรก่อนการอบรมอย่างน้อย 30 วัน

3) การนับจำนวนลูกจ้าง

  • ลูกจ้างคนเดียวสามารถนับได้เพียง 1 หลักสูตรต่อปี
  • ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานสามารถนำมาคำนวณได้
  • ลูกจ้างที่ลาออกระหว่างปีสามารถนับได้

4) การประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

กรณีไม่ต้องส่งเงินสมทบ: จัดฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดในแต่ละปีปฏิทิน

กรณีต้องส่งเงินสมทบ: อัตราเงินสมทบ = ร้อยละ 1 ของฐานค่าจ้าง (อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุด × 30)

หมายเหตุการคำนวณ:

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุดเป็นอัตราเดียวกันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานปี 2559 คือ 300 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2559) ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 8) ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ทั้งนี้ในปีถัดไปให้พิจารณาตามประกาศคณะกรรมการดังกล่าวว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างขั้นต่ำสุดเป็นอัตราใหม่ก่อนปีที่มีการส่งเงินสมทบหรือไม่

5) สถานที่ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (สท.2)

กรุงเทพมหานคร: ให้ยื่น ณ กองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน อาคารศูนย์บริการผู้ประกอบการและกำลังแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2245 1707 ต่อ 417, 201

สถานประกอบกิจการที่ตั้งอยู่ในเขตวัฒนา และเขตพระโขนง: ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดธาตุทอง ถ.สุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โทร 0 2390 0261-3

ต่างจังหวัด: ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดนั้น ๆ

ประโยชน์ในการพัฒนาฝีมือแรงงาน

Quick Take:

แม้กฎหมายเป็น "แรงขับ" แต่ในเชิงธุรกิจ การพัฒนาฝีมือแรงงานช่วยลดต้นทุนความผิดพลาด เพิ่มผลิตภาพ และทำให้องค์กรมีระบบการอัปสกิลที่ตรวจสอบได้ ซึ่งมีผลต่อความพร้อมทางการแข่งขันและความเสี่ยงด้าน compliance ในระยะยาว

1. เพิ่มผลิตภาพแรงงาน — เมื่อพนักงานได้รับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความผิดพลาด

2. หักค่าใช้จ่ายการฝึกอบรม — ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่ผ่านการรับรองสามารถยกเว้นภาษีเงินได้กับกรมสรรพากร

บทบาทหน้าที่ของ HRD ในการพัฒนาฝีมือแรงงาน

Key Point:

งาน HRD ที่ทำให้การปฏิบัติตามกฎหมาย "ผ่านการตรวจได้จริง" คือการทำให้ข้อมูลฝึกอบรมเป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง — แผนฝึกอบรม หลักฐานการเข้าร่วม ผลประเมิน และรายงานที่ดึงได้ทันทีเมื่อมีการตรวจหรือขอเอกสารย้อนหลัง

  1. วางแผนการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด
  2. จัดเก็บข้อมูลรายชื่อพนักงาน หลักสูตร และผลการประเมิน
  3. จัดทำรายงานส่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  4. ติดตามผลลัพธ์การฝึกอบรม
Expert Insight:

การจัดทำหลักฐานฝึกอบรมเป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง (รายชื่อ-หลักสูตร-ผลประเมิน) คือกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรไม่ต้องเร่งรวบรวมเอกสารตอนใกล้กำหนด 60 วัน และลดความเสี่ยงตกหล่นที่นำไปสู่การถูกประเมินเงินสมทบโดยไม่จำเป็น

ด้วยระบบ FROG GENIUS LMS

สิ่งที่ควรรู้:

หากองค์กรมีหลักสูตรจำนวนมากและต้องจัดทำหลักฐาน/รายงานซ้ำ ๆ ระบบ LMS ช่วยลดงานเอกสารด้วยการรวมข้อมูล "ผู้เรียน-หลักสูตร-ผลลัพธ์" ไว้ที่เดียว ทำให้ติดตามสถานะการอบรมให้ถึงเกณฑ์ 50% ได้แบบตรวจสอบย้อนกลับ และหากต้องการระบบที่ออกแบบมารองรับมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงานโดยตรง ดูรายละเอียดได้ที่ DSD

FROG GENIUS LMS ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการฝึกอบรม:

  1. จัดทำรายงานอัตโนมัติ — สร้างรายงานผลการฝึกอบรมตามรูปแบบของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานโดยอัตโนมัติ
  2. จัดเก็บและจัดการข้อมูล — เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ
  3. ติดตามผลแบบเรียลไทม์ — ติดตามผลการพัฒนาฝีมือแรงงานได้ทันที วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงในอนาคต

กฎหมายการพัฒนาฝีมือแรงงานมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพของแรงงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและพนักงาน อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามกฎหมายจะมีภาระงานให้กับฝ่าย HRD การนำระบบ LMS มาใช้ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการข้อมูล จัดทำรายงาน และติดตามผลการฝึกอบรม ช่วยให้ HRD มีเวลาโฟกัสกับงานที่สำคัญกว่า เช่น การพัฒนากลยุทธ์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทมีลูกจ้าง 100 คน "บางเดือน" ต้องทำตามกฎหมายการพัฒนาฝีมือแรงงานไหม?

โดยหลักต้องอิง "จำนวนลูกจ้าง ณ สิ้นเดือน" และวิธีคำนวณตามช่วงเวลาที่จำนวนลูกจ้างเกิน 100 คน หากเกินตั้งแต่ต้นปีจะใช้ค่าเฉลี่ยทั้ง 12 เดือน แต่หากเกินระหว่างปีจะคำนวณเฉพาะช่วงที่เกิน เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาฝีมือแรงงานขั้นต่ำ 50% ของฐานคำนวณนั้น

ลูกจ้าง 1 คนนับการอบรมได้กี่หลักสูตรต่อปี?

ตามเงื่อนไขของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลูกจ้าง 1 คนสามารถนับได้เพียง 1 หลักสูตรต่อปี ดังนั้นการเลือกหลักสูตรและการบันทึกหลักฐานต้องชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำจนทำให้จำนวนผู้ผ่านเกณฑ์คลาดเคลื่อนจากความจริง

เอกสารหลังจัดอบรมต้องยื่นภายในกี่วัน?

ต้องยื่นเอกสารให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันหลังจบการอบรม จึงควรวางระบบรวบรวมหลักฐานตั้งแต่ก่อนเริ่มอบรม เช่น รายชื่อผู้เข้าอบรม กำหนดการ หลักสูตร และเอกสารรับรอง เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดและเกิดความเสี่ยงด้านการประเมินเงินสมทบ

หากจัดการพัฒนาฝีมือแรงงานไม่ถึง 50% จะเกิดอะไรขึ้น?

หากจัดฝึกอบรมไม่ถึงเกณฑ์ ผู้ประกอบกิจการต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยอัตราเงินสมทบเท่ากับร้อยละ 1 ของฐานค่าจ้าง (อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุด × 30) จึงควรตรวจสถานะ "ถึงเกณฑ์/ยังไม่ถึงเกณฑ์" อย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารต้นทุนได้แม่นยำ

LMS ช่วยจัดการการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ผ่านเกณฑ์ได้อย่างไร?

LMS ช่วยรวมข้อมูลการอบรมไว้ศูนย์กลาง ทำให้เห็นภาพรวมว่า "ใครอบรมอะไรแล้ว" และยังขาดอีกเท่าไรจึงจะครบ 50% พร้อมดึงรายงานและหลักฐานได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงตกหล่นเอกสารเมื่อถึงกำหนด 60 วัน และช่วยให้ฝ่าย HRD โฟกัสที่งานเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น

เขียนโดย

Ronnachai Ariyathamthavorn

Chief Operating Officer, บริษัท ฟร็อกดิจิตอล กรุ๊ป จำกัด

วางแผนและวางกลยุทธ์ และบริหารดูแลการดำเนินงานขององค์กร

MBA, Chulalongkorn University | Pharm.D., Silpakorn University

Related Article