On the Job Training หรือ OJT คืออะไร?

ในยุคที่ AI กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด องค์กรต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสในการเติบโต การพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

นอกเหนือจากการอบรมแบบดั้งเดิม ที่มุ่งเน้นการเรียนภาคทฤษฎี หรือการฝึกอบรมในห้องเรียน On the Job Training หรือ OJT จึงกลายเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ ทั้งเรื่องของความยืดหยุ่นของหลักสูตร และมุ่งเน้นเรื่อง Learning by Doing หรือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเข้าใจ

Key Point:

การอบรมภาคทฤษฎีเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานจริง OJT จึงเป็นแนวทางที่องค์กรใช้เสริม โดยให้พนักงานเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงหรือผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้นำเสนอรูปแบบของ OJT ทั้ง 4 ประเภท แนวทางการเลือกใช้ให้เหมาะกับบุคลากรแต่ละกลุ่ม และ 5 ขั้นตอนการดำเนินงานที่ทำให้การสอนงานวัดผลได้อย่างเป็นระบบ

On the Job Training หรือ OJT คืออะไร?

On the Job Training (OJT) คืออะไร?

On the Job Training (OJT) คือ การฝึกอบรมด้วยการปฏิบัติงานจริงภายใต้การดูแลของผู้ฝึกสอน พี่เลี้ยง หรือผู้เชี่ยวชาญ พนักงานได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและเข้าใจบทบาทหน้าที่ไปพร้อมกัน ทำให้พัฒนาทักษะที่จำเป็นและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้เร็วขึ้น

ผลที่ตามมาคือพนักงานมองเห็นภาพรวมของงานไปในทิศทางเดียวกันทั้งทีม

สถิติน่ารู้:

หลักการที่รองรับ OJT คือโมเดล 70-20-10 ของ Center for Creative Leadership สถาบันวิจัยด้านการพัฒนาผู้นำ ซึ่งพบว่าการเรียนรู้ของผู้บริหารเกิดจากประสบการณ์ในงานจริง 70% จากการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 20% และจากการอบรมอย่างเป็นทางการเพียง 10% สอดคล้องกับข้อมูลของ ATD (Association for Talent Development) ที่ระบุว่าองค์กรมีชั่วโมงการเรียนรู้อย่างเป็นทางการเฉลี่ยเพียง 13.7 ชั่วโมงต่อคนต่อปีในปี 2024 การเรียนรู้ส่วนใหญ่ของพนักงานจึงเกิดขึ้นที่หน้างาน

On the Job Training หรือ OJT มีกี่ประเภท?

สิ่งที่ควรรู้:

แนวทางการเลือกรูปแบบ: พนักงานใหม่ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเหมาะกับระบบพี่เลี้ยง งานที่มีความเสี่ยงสูงควรเริ่มจากการสังเกตการณ์ก่อนลงมือปฏิบัติจริง การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะรอบด้านเหมาะกับการหมุนเวียนงาน ส่วนการรับพนักงานใหม่เข้าทีมนิยมใช้การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในช่วงฝึกงานหรือทดลองงาน

เพื่อการยกระดับทักษะพนักงานอย่างรอบด้าน On the Job Training สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้

1. การมีพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษา

การมอบหมายให้บุคลากรที่มีประสบการณ์ มาเป็นพี่เลี้ยง คอยดูแล ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริง รวมถึงแรงบันดาลใจ ในทางกลับกัน พี่เลี้ยงเองก็ยังได้พัฒนา Soft Skill ด้านการสอนไปในตัวด้วย

2. การสังเกตการณ์

การสังเกตการณ์ทำงาน (Job Shadowing) พนักงานจะได้เรียนรู้จากการเฝ้าดูขั้นตอนการปฏิบัติงานจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญสาธิตและอธิบาย เพื่อช่วยให้ปรับตัว พร้อมซึมซับกระบวนการทำงานได้อย่างถูกต้อง และลดความผิดพลาดในอนาคต

3. การหมุนเวียนงาน

การสลับตำแหน่งงาน (Job Rotation) เปิดโอกาสให้พนักงานได้ลองปฏิบัติงานในหน้าที่อื่น ๆ เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานทั้งหมด พัฒนาทักษะใหม่ ค้นพบความถนัดที่ซ่อนอยู่ และสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานต่างแผนก

4. การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

วิธีที่หลายบริษัทนิยมใช้ เพราะช่วยให้พนักงานใหม่เรียนรู้ได้เร็ว โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  • การฝึกงานระยะสั้น (Internship): ให้นักศึกษา หรือผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำงานในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และนำทฤษฎีที่เคยเรียนมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง
  • การฝึกงานด้วยการปฏิบัติ (Probation): การทดลองงานของพนักงานที่ได้รับการว่าจ้าง โดยมีระยะเวลากำหนด ในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร พร้อมแสดงศักยภาพให้เหมาะสมกับตำแหน่ง

On the Job Training คือหนึ่งในวิธีที่ทำให้พนักงานเรียนรู้ได้เร็ว

On the Job Training (OJT) มีความสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ?

Key Point:

OJT มิใช่เพียงทางเลือกการอบรมที่ช่วยประหยัดงบประมาณ แต่เป็นกลไกถ่ายทอดองค์ความรู้จากบุคลากรที่มีประสบการณ์สู่พนักงานรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบ ทุกครั้งที่มีการสอนงาน องค์กรได้พัฒนาทั้งทักษะของผู้เรียนและทักษะการถ่ายทอดของผู้สอนไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการสะสมทุนความรู้ไว้ภายในองค์กรระยะยาว

OJT ไม่ใช่แค่การฝึกอบรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนที่สำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร เพราะไม่เพียงช่วยให้พนักงานปรับตัวเข้ากับขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังมีประโยชน์อีกมากมายต่อการพัฒนาบุคลากรขององค์กร

พัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริงและตรงจุด

การนำ On the Job Training มาประยุกต์ใช้ ช่วยให้บุคลากรได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานโดยตรงจากสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือเฉพาะ การจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นหน้างาน หรือการทำความเข้าใจกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน

เพิ่มโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ

OJT ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนาพนักงานใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาบุคลากรปัจจุบันและเปิดเส้นทางสู่ความก้าวหน้าในอาชีพ เนื่องจากสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน หรือทักษะที่จำเป็นสำหรับการเลื่อนตำแหน่ง

ประหยัดต้นทุนและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง

OJT ยังช่วยให้องค์กรประหยัดงบประมาณ รวมถึงเวลาในการฝึกอบรมได้อย่างมหาศาล โดยการใช้ประโยชน์จากความรู้ ประสบการณ์ของบุคลากรภายในที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ การที่พนักงานเก่า-ใหม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยังช่วยลดช่องว่างในการทำงาน สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ส่งเสริมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ยกระดับศักยภาพขององค์กร พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง

เมื่อพนักงานผ่านการฝึกฝนแบบ On the Job Training แล้ว จะสามารถเข้าใจเป้าหมาย ภาพรวมของงานไปในทิศทางเดียวกัน สามารถทำงานได้อย่างเป็นระเบียบ มีแบบแผน ปรับตัวตามเทคโนโลยี หรือการแข่งขันในตลาดได้อย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการทำ On the Job Training หรือ OJT มีอะไรบ้าง?

5 ขั้นตอนทำ OJT ให้ได้ผล
  1. กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและวัดผลได้
  2. วางแผนและออกแบบหลักสูตรตามทักษะของแต่ละคน
  3. ดำเนินการฝึกอบรมด้วยการสาธิตและลงมือปฏิบัติจริง
  4. ติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
  5. ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ

ลดช่องว่างในการทำงานด้วยการสอนแบบ On the Job Training

เพื่อให้ OJT ประสบความสำเร็จ และสร้างผลลัพธ์ได้อย่างที่ต้องการ ลองทำตาม 5 ขั้นตอนนี้

1. กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน วัดผลได้

หัวใจของการทำ On the Job Training ที่ดี เริ่มต้นที่การกำหนดวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง วัดผลได้ รวมถึงมีกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับพนักงานแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม

2. วางแผนและออกแบบหลักสูตร

ศึกษาความรู้ ทักษะ ไปจนถึงประสบการณ์ของแต่ละคนผ่านการสัมภาษณ์หรือทดสอบ รวมถึงความพร้อมขององค์กรในด้านผู้ฝึกสอน การจัดสรรเวลา และการออกแบบหลักสูตรให้ได้ผลตามเป้าหมายที่ต้องการ

3. ดำเนินการฝึกอบรม

ลงมือทำจริงตามแผนที่วางไว้ โดยมีพี่เลี้ยงสาธิตและให้พนักงานใหม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง พร้อมให้คำแนะนำ (Feedback) และตอบข้อสงสัย เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการประเมินในครั้งต่อไป

4. ติดตามและประเมินผล

หลังการฝึกอบรม ควรมีการประเมินผล (Assessment)ว่าบุคลากรได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เช่น การทดสอบทักษะ การสังเกตการณ์ หรือการประเมินจากผลงานจริง ที่สำคัญคือต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

5. ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หมั่นปรับปรุง On the Job Training (OJT) ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานได้รับการพัฒนาความสามารถ หรือทักษะที่นำไปใช้ได้จริงในปัจจุบัน สำหรับองค์กรที่ต้องการระบบระเบียบในการอบรมภายใน สามารถศึกษาแนวทาง In House Training เพิ่มเติมได้

Expert Insight:

จากการทำงานร่วมกับองค์กรไทยหลายแห่ง ทีม FROG GENIUS พบว่าปัจจัยที่ทำให้ OJT ไม่บรรลุผลมักไม่ใช่คุณภาพของการสอน แต่คือการขาดระบบบันทึกและติดตามผล เมื่อข้อมูลว่าผู้ใดผ่านการฝึกหัวข้อใดถูกจัดเก็บในเอกสารกระดาษหรืออยู่กับตัวพี่เลี้ยง องค์กรจะไม่สามารถวัดผลและส่งต่อองค์ความรู้ได้เมื่อบุคลากรลาออก ระบบ LMS ที่บันทึกเส้นทางการฝึกรายบุคคลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปิดข้อจำกัดนี้

FROG GENIUS ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Educational Solution ได้พัฒนาระบบ Learning Management System (LMS) แบบ All-in-One ที่รวมระบบ e-Learning และฟีเจอร์การทำ OJT ไว้อย่างครบครัน โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-centric) ช่วยให้องค์กรวางแผนหลักสูตร ติดตาม และประเมินผลการฝึกอบรมของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Demo Request

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

OJT ย่อมาจากอะไร?

OJT ย่อมาจาก On the Job Training หรือการฝึกอบรมในระหว่างการปฏิบัติงาน จุดที่แตกต่างจากการอบรมทั่วไปคือการเรียนรู้เกิดขึ้นในสถานการณ์ทำงานจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญหรือพี่เลี้ยงดูแลเป็นรายบุคคล

OJT กับ Orientation แตกต่างกันอย่างไร?

Orientation คือการปฐมนิเทศเพื่อแนะนำองค์กร วัฒนธรรม และข้อมูลพื้นฐานในช่วงแรกของการเริ่มงาน ส่วน OJT คือการสอนงานจริงในขั้นถัดมา โดยทั่วไปพนักงานใหม่จะผ่าน Orientation ก่อน แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการ OJT เพื่อฝึกทักษะเฉพาะตำแหน่ง

OJT เหมาะกับพนักงานกลุ่มใด?

เหมาะกับพนักงานใหม่ที่ต้องเรียนรู้งานในระยะเวลาจำกัด พนักงานที่โยกย้ายตำแหน่งหรือหมุนเวียนงาน และตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะปฏิบัติหน้างาน เช่น งานผลิต งานบริการ งานขาย รวมถึงการเตรียมความพร้อมของบุคลากรก่อนเลื่อนตำแหน่ง

ควรวัดผล OJT อย่างไรให้เป็นรูปธรรม?

กำหนดเกณฑ์ก่อนเริ่มฝึก เช่น ทักษะที่ต้องปฏิบัติได้ ระยะเวลาที่ใช้ และคุณภาพงานที่ยอมรับได้ จากนั้นวัดผลด้วยการทดสอบทักษะ การสังเกตการปฏิบัติงานจริง และผลงานที่เกิดขึ้น โดยบันทึกผลรายบุคคลไว้ในระบบเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการก่อนและหลังการฝึก

สามารถทำ OJT ผ่านระบบออนไลน์ได้หรือไม่?

ทำได้ในส่วนของการบริหารจัดการ เช่น การมอบหมายหลักสูตร การบันทึกความก้าวหน้า การทดสอบ และการจัดเก็บหลักฐานการฝึกผ่านระบบ LMS ส่วนการฝึกปฏิบัติยังคงต้องดำเนินการที่หน้างานจริง การผสมผสานทั้งสองรูปแบบช่วยให้ติดตามผลได้อย่างเป็นระบบโดยไม่สูญเสียจุดแข็งของการลงมือปฏิบัติ

เขียนโดย

Ronnachai Ariyathamthavorn

Chief Operating Officer, บริษัท ฟร็อกดิจิตอล กรุ๊ป จำกัด

วางแผนและวางกลยุทธ์ และบริหารดูแลการดำเนินงานขององค์กร

MBA, Chulalongkorn University | Pharm.D., Silpakorn University

Related Article