การพัฒนาบุคลากรในองค์กร มีความสำคัญอย่างไร?

การเติบโตทางธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันในยุคปัจจุบัน นอกจากสินค้า, บริการ หรือกลยุทธ์การบริหารแล้ว คุณภาพของบุคลากรก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร แต่ความท้าทายซึ่งหลาย ๆ องค์กรพบ คือพนักงานยังมีศักยภาพไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ธุรกิจจึงต้องลงทุนในวิธีการพัฒนาบุคลากรในองค์กร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและทักษะให้สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นวิธีที่คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว

ในบทความนี้ จะขอนำเสนอ Solution ตลอดจนถึงเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรในองค์กรในยุคสมัยใหม่ ที่จะช่วยให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ของบุคลากรแต่ละราย เพื่อปิดช่องว่าง เพิ่มศักยภาพ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรให้สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

Key Point

บทความนี้คือหน้าหลักของเรื่องการพัฒนาบุคลากร ครอบคลุมตั้งแต่เหตุผลเชิงธุรกิจ หลักการ 4 ขั้นตอนที่ HR ใช้วางระบบ ไปจนถึง 7 วิธีพัฒนาที่เลือกใช้ตามเป้าหมายและงบประมาณ พร้อมลิงก์เจาะลึกรายเครื่องมือ ทั้ง HRD, IDP, Career Path และ OJT สำหรับผู้ที่ต้องการลงรายละเอียดแต่ละเรื่อง

การพัฒนาบุคลากร หมายถึงอะไร?

การพัฒนาบุคลากร คืออะไร?

การพัฒนาบุคลากร (Employee Development) คือกระบวนการยกระดับทักษะ ความรู้ และทัศนคติของพนักงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และกลยุทธ์ระยะยาวขององค์กร

ขอบเขตของการพัฒนาบุคลากรครอบคลุมพนักงานทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานเข้าใหม่ที่ต้องเรียนรู้งานพื้นฐานและวัฒนธรรมองค์กร ระดับปฏิบัติการที่ต้องการความชำนาญเฉพาะทางเพิ่มขึ้น ไปจนถึงระดับหัวหน้างานและผู้บริหารที่เตรียมพร้อมสำหรับบทบาทที่กว้างขึ้น สิ่งที่แยกการพัฒนาบุคลากรออกจากการจัดอบรมเป็นครั้งคราว คือการเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่มีเป้าหมาย กรอบเวลา และวิธีวัดผลกำกับไว้ตั้งแต่ต้น

ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร

สิ่งที่ควรรู้

สี่หัวข้อต่อไปนี้คือเหตุผลเชิงธุรกิจที่ใช้สื่อสารกับผู้บริหารเมื่อวางแผนงบประมาณพัฒนาบุคลากร สองข้อแรกว่าด้วยผลงานและความสามารถในการแข่งขัน สองข้อหลังว่าด้วยการรักษาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งมีข้อมูลการสำรวจระดับโลกรองรับชัดเจน

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

การพัฒนาทักษะกับองค์ความรู้อย่างมีแบบแผน จะช่วยให้บุคลากรมีทักษะ ความรู้ และสมรรถนะที่เหมาะสมกับบทบาทการทำงาน และสอดคล้องกับความต้องการและทิศทางขององค์กร นำไปสู่การปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ช่วยรับมือกับความท้าทาย ไปจนถึงรูปแบบการทำงานอันซับซ้อนได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อการดำเนินการแบบองค์รวม พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

2. สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่มีบุคลากรศักยภาพสูง สามารถปรับตัวอย่างรวดเร็ว ย่อมสร้างความได้เปรียบเสมอ การพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเข้าสู่การแข่งขันอันท้าทายขึ้นได้

3. ลดอัตราการลาออก (Turnover Rate)

การพัฒนาบุคลากรในองค์กรยังแสดงถึงความใส่ใจต่อพนักงาน ซึ่งจะสร้างความผูกพัน ความภักดีต่อองค์กร อีกทั้งองค์กรยังรักษาพนักงานที่มีศักยภาพสูง (High-Potential Employees) ไว้ได้ โดยใช้ต้นทุนน้อยกว่าการสรรหาหรือฝึกอบรมพนักงานใหม่

สถิติน่ารู้

ผลสำรวจ Global Workforce Hopes and Fears 2024 ของ PwC ซึ่งเก็บข้อมูลจากพนักงานกว่า 56,000 คนใน 50 ประเทศ พบว่าพนักงานเกือบครึ่ง (47%) ระบุว่าการได้พัฒนาทักษะคือปัจจัยชี้ขาดว่าจะอยู่ต่อหรือลาออกจากงาน ขณะที่มีพนักงานไม่ถึงครึ่ง (46%) ที่เห็นว่านายจ้างของตนให้โอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างเพียงพอ ช่องว่างนี้คือโอกาสสำคัญขององค์กรที่ลงทุนพัฒนาคนอย่างจริงจัง (PwC, Global Workforce Hopes and Fears Survey 2024)

4. ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร

รากฐานสำคัญของการพัฒนาบุคลากร คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หรือการส่งเสริมให้บุคลากร แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเพิ่มทักษะเดิม การเรียนรู้ทักษะใหม่ และการส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ภายในองค์กร เพื่อให้องค์กรและบุคลากรพร้อมสำหรับโอกาสกับความท้าทายในอนาคต

ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร
ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร

หลักการพัฒนาบุคลากรในองค์กร มีอะไรบ้าง?

หลักการพัฒนาบุคลากร 4 ขั้นตอน
  1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
  2. ประเมินความต้องการและ Skill Gap
  3. เลือกวิธีการพัฒนาที่เหมาะสม
  4. ติดตามและประเมินผล

เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลซึ่งรับผิดชอบงาน HRD จึงต้องดำเนินตามกระบวนการ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 หลักการสำคัญดังนี้

  1. 1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากร

    เมื่อสามารถระบุเป้าหมายได้แล้ว ต่อไปคือการกำหนดวัตถุประสงค์การพัฒนาให้ชัดเจน โดยควรมีความเฉพาะเจาะจง, วัดผลได้, บรรลุผลได้, สอดคล้องกับความต้องการกับทิศทางขององค์กร รวมถึงมีกรอบเวลาชัดเจน โดยทั้งหมดนี้จะใช้กำหนดการออกแบบหลักสูตร, กิจกรรม ตลอดจนวิธีพัฒนาให้ไปในทิศทางที่ต้องการ

  2. 2. ประเมินความต้องการในการพัฒนาบุคลากร

    สิ่งแรกที่ต้องทำ คือการวิเคราะห์เพื่อระบุช่องว่างระหว่างสมรรถนะจากพนักงานที่มีอยู่ (Current Competencies) กับสมรรถนะขององค์กรคาดหวังหรือจำเป็นต้องมี (Required Competencies) ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ครอบคลุมทั้ง Hard Skill และ Soft Skill โดยอาศัยข้อมูลประกอบจากมิติต่าง ๆ เช่น ผลการประเมินการปฏิบัติงาน, ข้อมูลจากแบบสำรวจความคิดเห็นพนักงาน, การสัมภาษณ์หรือหารือกับผู้บังคับบัญชาสายตรง, ข้อเสนอแนะจากเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ และแผนธุรกิจขององค์กร การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ระบุสิ่งที่ควรพัฒนาได้อย่างแม่นยำ ทั้งในระดับองค์กร ระดับหน่วยงาน ไปจนถึงระดับบุคคล ซึ่งในระดับบุคคลนิยมจัดทำเป็นแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) เพื่อแปลงผลการประเมินเป็นแผนที่ลงมือทำได้จริง

  3. 3. เลือกวิธีการพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสม

    วิธีการพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์ เนื้อหา, กลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งทรัพยากรที่มี จากเครื่องมือและวิธีการต่าง ๆ เช่น

    • การฝึกอบรมในห้องเรียน (Classroom Training / Workshops)
    • การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ (E-learning / Online Courses / LMS)
    • การสอนงานและให้คำปรึกษา (Coaching & Mentoring)
    • การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (On-the-Job Training - OJT)
    • การมอบหมายโครงการพิเศษ (Special Projects / Job Rotation)
    • การศึกษาดูงาน (Study Visits)
    • การสนับสนุนการศึกษาต่อ (Further Education Support)

    โดยต้องเลือกวิธีการให้เหมาะสมกับกลยุทธ์ตามเป้าหมายขององค์กร เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ

  4. 4. ติดตามและประเมินผลการพัฒนาบุคลากร

    เพื่อให้ทราบว่าการลงทุนในการพัฒนาบุคลากรนั้นเป็นไปตามจุดประสงค์และคุ้มค่าหรือไม่ ต้องมีการติดตามพร้อมประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ดังนี้

    • ปฏิกิริยา (Reaction): ความพึงพอใจของผู้เข้ารับการพัฒนา
    • การเรียนรู้ (Learning): วัดระดับความรู้ ความเข้าใจ หรือทักษะซึ่งเพิ่มขึ้นหลังการพัฒนา
    • พฤติกรรม (Behavior): สังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานหลังนำความรู้ไปปรับใช้
    • ผลลัพธ์ (Results): วัดผลกระทบต่อตัวชี้วัดทางธุรกิจ เช่น ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น, คุณภาพงานดีขึ้น, หรืออัตราการลาออกลดลง (อาจใช้ Kirkpatrick Model เป็นแนวทาง)

    ข้อมูลทั้งหมดนี้ จะถูกนำมาประเมินและวิเคราะห์ เพื่อวัดผลตอบแทนจากการลงทุน และสามารถใช้เป็น Feedback สำหรับการปรับปรุงแผน ไปจนถึงกระบวนการพัฒนาบุคลากรในรอบต่อไปให้ตรงตามความต้องการยิ่งขึ้น

หลักการพัฒนาบุคลากรในองค์กร 4 ขั้นตอน
หลักการพัฒนาบุคลากรในองค์กร 4 ขั้นตอน

วิธีการพัฒนาบุคลากรในองค์กร มีกี่วิธี?

Key Point

ทั้ง 7 วิธีไม่ได้ใช้แทนกัน แต่เลือกตามสิ่งที่ต้องการเปลี่ยน หากต้องการความรู้มาตรฐานทั่วทั้งองค์กรให้เริ่มจากการฝึกอบรมและ e-Learning หากต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมหน้างานให้เน้นการสอนงาน มอบหมายงาน และหมุนเวียนงาน ส่วนการสัมมนาและการเรียนรู้ด้วยตนเองเหมาะกับการเปิดมุมมองและต่อยอดรายบุคคล

วิธีการพัฒนาบุคลากรนั้น จะมีอยู่หลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันในบริบทขององค์กร, กลุ่มเป้าหมาย, งบประมาณ, หรือทักษะที่ต้องการพัฒนา โดยแนวทางที่ใช้กันโดยทั่วไป ได้แก่

1. จัดฝึกอบรม (Training)

การจัดฝึกอบรม เป็นวิธีที่มีความเป็นทางการ เน้นการถ่ายทอดความรู้และทักษะ ซึ่งสำคัญต่อบทบาท ไปจนถึงการปฏิบัติงาน สามารถดำเนินได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การฝึกอบรมในห้องเรียน (Instructor-Led Training - ILT), การฝึกอบรมเสมือนจริงผ่านระบบออนไลน์ (Virtual ILT), การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง (E-learning) ไปจนถึงการบริหารจัดการการเรียนรู้ผ่าน Learning Management System หรือ ระบบ LMS ที่สามารถติดตามพัฒนาการ สร้างคลังความรู้ขององค์กรได้ นอกจากนี้ การฝึกอบรมลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการพัฒนาฝีมือแรงงานยังช่วยให้ผู้ประกอบกิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย

2. เข้าสัมมนา (Seminar)

การจัดสัมมนาช่วยส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมนอกองค์กร เพื่อเปิดรับความรู้ใหม่, แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด พร้อมแนวโน้มล่าสุดในสายอาชีพหรืออุตสาหกรรม เป็นการเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น สร้างแนวคิดเชิงนวัตกรรม รวมถึงสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพ สำหรับอนาคต

3. เรียนรู้จากการลงมือทำ (Workshop)

เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และมีโอกาสฝึกฝนความสามารถ ลองแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยให้บุคลากรเกิดความเข้าใจในเนื้อหาเชิงลึก เห็นภาพการนำไปปรับใช้ได้ชัดเจน พร้อมรับข้อมูลการ Feedback เพื่อการพัฒนาในทันที

4. ให้คำปรึกษา (Consult)

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาบุคลากร โดยผู้ให้คำปรึกษาจะแบ่งปันข้อมูล ข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้รับตัดสินใจและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ กระบวนการให้คำปรึกษายังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการตระหนักรู้ของบุคลากร ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาความสามารถของตนเอง จนบรรลุเป้าหมายตามที่องค์กรต้องการได้ในระยะยาว

5. มอบหมายงาน (Job Assignment)

หัวหน้างานจะมอบหมายโครงการใหม่ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรเรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านการปฏิบัติงานจริง โดยจะได้รับการฝึกฝนทักษะจำเป็นต่องานประจำ ควบคู่ไปกับงานที่มีความท้าทายมากขึ้น เช่น การแก้ไขปัญหาหน้างาน การรับผิดชอบโครงการขนาดใหญ่ หรือการริเริ่มงานด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นวิธีการพัฒนาบุคลากร ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้พนักงาน สำหรับบทบาทและความรับผิดชอบที่สูงขึ้นในอนาคต

6. หมุนเวียนงาน (Job Rotation)

ให้บุคลากรสลับมารับผิดชอบงานในบทบาทหรือหน่วยงานอื่นตามแผนและช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานหลากหลาย พัฒนาทักษะข้ามสายงาน พร้อมทั้งเข้าใจภาพรวมของธุรกิจ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในองค์กร พร้อมปูทางสู่เส้นทางความก้าวหน้าทางอาชีพ

7. เรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Learning)

การเรียนรู้ด้วยตัวเอง คือบุคลากรสามารถเลือกหัวข้อที่ต้องการเรียนรู้และช่วงเวลาตามความสนใจ โดยมีองค์กรเป็นผู้สนับสนุน เช่น การจัดหาทรัพยากรอย่างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เช่น LinkedIn Learning, Coursera หรือให้เวลาสำหรับการเรียนรู้ การส่งเสริม SDL ช่วยสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาความสามารถในการปรับตัวเรียนรู้

ดังนั้น การพัฒนาบุคลากร หมายถึงการลงทุนเชิงกลยุทธ์จำเป็นต่อศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ผ่านเครื่องมือหรือแนวทางอันหลากหลาย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในทุกระดับ ทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถนะ ให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้ พร้อมนำสิ่งที่เรียนรู้มายกระดับการปฏิบัติงานจริง ขยายขอบเขตให้พร้อมสำหรับความท้าทายรูปแบบต่าง ๆ จึงนับได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภาพ นวัตกรรม พร้อมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญให้องค์กรพร้อมรับความท้าทายในการบริหารงาน HR ที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต

Expert Insight

จากการดูแลโครงการพัฒนาบุคลากรให้องค์กรหลายอุตสาหกรรม องค์กรที่เห็นผลตอบแทนชัดเจนมักมีจุดเริ่มต้นร่วมกัน คือการประเมิน Skill Gap เพื่อให้ได้ข้อมูลก่อน แล้วจึงเลือกวิธีพัฒนาและจัดสรรงบประมาณตามผลการประเมิน แนวทางนี้ทำให้หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นตรงกับข้อจำกัดที่พบจริง พัฒนาบุคลากรได้ตรงจุด และวัดความคุ้มค่าของการลงทุนได้ตั้งแต่รอบแรก

เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรเป็นไปอย่างมีแบบแผน และธุรกิจสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน (Sustainable Competitive Advantage) ระบบ LMS ของ FROG GENIUS คือคำตอบสำหรับการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิภาพในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรมแบบตัวต่อตัว Workshop จัดสัมมนา หรือการใช้ระบบ e-Learning ที่ทันสมัย พร้อมบริการให้คำปรึกษาด้านการฝึกอบรม การพัฒนาเนื้อหาให้สอดคล้องกับ Competency และ Training Roadmap รวมถึงบริการผลิตสื่อครบวงจร

Demo Request

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การพัฒนาบุคลากรต่างจากการฝึกอบรมอย่างไร?
การฝึกอบรมเป็นเพียงหนึ่งใน 7 วิธีของการพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นกระบวนการที่กว้างกว่า ครอบคลุมตั้งแต่การประเมิน Skill Gap การวางแผนรายบุคคล การสอนงาน การหมุนเวียนงาน ไปจนถึงการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางอาชีพ
ควรเริ่มวางระบบพัฒนาบุคลากรจากขั้นตอนไหน?
เริ่มจากการประเมินความต้องการ คือวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างสมรรถนะที่พนักงานมีกับที่องค์กรต้องการ แล้วจึงกำหนดวัตถุประสงค์ เลือกวิธีการ และวางระบบติดตามผล การมีผลประเมินรองรับตั้งแต่ต้นช่วยให้งบประมาณพัฒนาถูกใช้อย่างตรงจุดและวัดผลได้ชัดเจน
วัดผลตอบแทนจากการพัฒนาบุคลากรอย่างไร?
ใช้กรอบ 4 ระดับ ได้แก่ ความพึงพอใจ ผลการเรียนรู้ การเปลี่ยนพฤติกรรม และผลลัพธ์ทางธุรกิจ เช่น ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นหรืออัตราการลาออกที่ลดลง โดยเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ขั้นวางแผน
องค์กรขนาดเล็กงบประมาณจำกัดควรพัฒนาบุคลากรด้วยวิธีใด?
เริ่มจากวิธีที่ใช้งบประมาณต่ำแต่ได้ผลสูง คือการสอนงานในงานจริงแบบ OJT การมอบหมายงานที่ท้าทาย และการหมุนเวียนงาน เสริมด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ แล้วจึงขยายสู่ระบบ e-Learning เมื่อทีมใหญ่ขึ้น
ระบบ LMS จำเป็นต่อการพัฒนาบุคลากรหรือไม่?
ไม่ใช่ข้อบังคับ แต่จำเป็นเมื่อองค์กรต้องการขยายผลอย่างเป็นระบบ เพราะ LMS รวมการจัดหลักสูตร การติดตามความก้าวหน้ารายบุคคล และการประเมินผลไว้ที่เดียว ทำให้เห็นภาพรวมการพัฒนาคนทั้งองค์กรและวัดความคุ้มค่าของการลงทุนได้จริง
เขียนโดย

Ronnachai Ariyathamthavorn

Chief Operating Officer, บริษัท ฟร็อกดิจิตอล กรุ๊ป จำกัด
วางแผนและวางกลยุทธ์ และบริหารดูแลการดำเนินงานขององค์กร
MBA, Chulalongkorn University | Pharm.D., Silpakorn University

Related Article