ROI ของ AI ไม่ได้มาจาก License แต่มาจากคน แล้วตัวเลขปี 2026 กำลังบอกอะไรกับองค์กร

บทสัมภาษณ์ คุณไพศิษฐ์ จรัลนามศิริ Chief Architect และผู้ร่วมก่อตั้ง Energy Response (Enres) ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำ AI มาใช้ในองค์กร

ปีนี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเริ่มโดนคำถามเรื่อง AI ในห้องประชุมจากผู้บริหารเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่ถามกันว่า "เราควรเริ่มใช้ AI ไหม" หรือ "เราจะใช้ AI ควรเริ่มอย่างไร" วันนี้คำถามจะกลายเป็น "แล้ว ROI เป็นอย่างไรบ้าง"

Key Point

ROI ของ AI ไม่ได้เกิดจากการเลือกโมเดลที่เก่งที่สุด แต่เกิดจากการที่คนในองค์กรใช้เครื่องมือนั้นได้จริงในงานประจำวัน ข้อมูลจาก MIT, Deloitte และ PwC ในช่วงปี 2025 ถึง 2026 ชี้ไปทางเดียวกันว่าองค์กรที่เห็นผลตอบแทนชัดเจนคือกลุ่มที่ลงทุนพัฒนาคนควบคู่กับการซื้อเทคโนโลยีตั้งแต่วันแรก

 

ที่คำถามนี้ตอบยาก ไม่ใช่เพราะองค์กรลงทุนน้อย รายงานของ Deloitte ซึ่งสำรวจผู้บริหารระดับสูง 1,854 คนในปี 2025 พบว่า 85% ขององค์กรเพิ่มงบลงทุน AI ในรอบปีที่ผ่านมา และ 91% วางแผนเพิ่มอีก แสดงว่างบ AI เพิ่มขึ้นทุกปี เครื่องมือก็มีให้เลือกมากกว่าที่เคย แต่พอถึงเวลาต้องบอกว่าเงินที่ลงไปเปลี่ยนอะไรในธุรกิจบ้าง คำตอบที่หยิบขึ้นมาได้มักเป็นจำนวน License ที่แจกไปแล้ว ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ธุรกิจได้กลับคืน

สำหรับ HR และ L&D Manager เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะทันทีที่ผู้บริหารเริ่มตั้งคำถามกับผลตอบแทนของเทคโนโลยี คำถามถัดไปจะวิ่งมาที่คน ว่าพนักงานของเราใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน นั่นคือจังหวะที่งบพัฒนาบุคลากรจะถูกตัดสินว่าเป็นค่าใช้จ่ายก้อนหนึ่ง หรือเป็นกุญแจที่ปลดล็อกผลตอบแทนทั้งหมด

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น FROG GENIUS ได้พูดคุยกับ คุณไพศิษฐ์ จรัลนามศิริ Chief Architect และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Energy Response (Enres)

ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็น Engineering Manager ที่ BrightEdge Technologies ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และ CTO ของ Carro ประเทศสิงคโปร์ จึงผ่านการสร้างระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่มาแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันเขาทำงานใกล้ชิดกับองค์กรที่กำลังนำ AI ไปใช้จริง

บทสนทนานี้จึงเริ่มจากคำถามที่ตรงที่สุด นั่นคือ เงินที่องค์กรทั่วโลกลงไปกับ AI หายไปไหน และองค์กรที่ได้ผลตอบแทนกลับมาจริงทำอะไรต่างออกไป

ทำไมองค์กรที่ลงทุนกับ AI ถึงยังไม่สามารถเห็นผลตอบแทนที่วัดได้

คุณไพศิษฐ์เปิดบทสนทนาด้วยตัวเลขที่เขาหยิบขึ้นมาเอง

"มีรายงานหนึ่งของ MIT ที่ผมว่าทุกองค์กรควรอ่าน เขาไล่ดูโครงการ AI ที่เปิดเผยต่อสาธารณะกว่า 300 โครงการ แล้วพบว่า 95% ขององค์กรยังไม่เห็นผลกระทบต่องบกำไรขาดทุนที่วัดได้เลย มีแค่ 5% ที่ดึงมูลค่าออกมาได้จริงเป็นหลักหลายล้านดอลลาร์ ผมมีมุมมองที่ชวนคิดในอีกรูปแบบหนึ่ง"

รายงานที่เขาพูดถึงคือ The GenAI Divide: State of AI in Business 2025 ของ MIT Project NANDA เผยแพร่เมื่อกรกฎาคม 2025 รวบรวมจากทั้งการทบทวนโครงการ การสัมภาษณ์เชิงลึก 52 องค์กร และแบบสำรวจผู้บริหารระดับสูง 153 คน

คุณไพศิษฐ์ได้แสดงความคิดเห็นต่อเนื่องกับตัวเลขชุดนี้ว่า

"95% ไม่ได้แปลว่า AI ไม่เวิร์ก มันแปลว่าองค์กรส่วนใหญ่เอา AI ไปวางไว้ข้างงาน ไม่ได้วางไว้ในงาน พอไม่มีใครใช้มันในกระบวนการจริง มันก็ไม่มีทางโผล่ในงบกำไรขาดทุน"

สิ่งที่ทีมวิจัย MIT ระบุไว้ตรงกับมุมมองนี้ พวกเขาพบว่าอุปสรรคหลักไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่กฎระเบียบ และไม่ใช่การขาดคนเก่งด้านเทคนิค แต่คือสิ่งที่รายงานเรียกว่า Learning Gap นั่นคือระบบไม่เก็บ feedback ไม่ปรับตัวตามบริบท และคนที่ใช้งานก็ไม่มีกลไกที่ทำให้ความรู้จากการใช้งานสะสมกลับเข้าสู่ทีม

"ผมเจอบ่อยมากว่าคำถามแรกขององค์กรคือ 'เราควรซื้อ AI ตัวไหน' แต่คำถามที่ควรถามคือ 'งานชิ้นไหนของเราที่จะเปลี่ยนไปจริงถ้ามี AI' สองคำถามนี้พาไปคนละที่กันเลย"

สำหรับ HR นี่คือจุดเริ่มต้นที่ใช้ได้ทันที การเลือกกระบวนการทำงานเป้าหมายก่อน แล้วค่อยออกแบบว่าคนต้องมีทักษะอะไรเพื่อทำงานนั้นร่วมกับ AI ให้ผลชัดกว่าการจัดอบรมการใช้เครื่องมือแบบเหมารวมทั้งองค์กร

แล้วทำไม ROI ของ AI ถึงมาช้ากว่าเทคโนโลยีอื่น

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าองค์กรทำถูกทางแล้ว ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล คุณไพศิษฐ์ตอบด้วยตัวเลขอีกชุดหนึ่ง

"Deloitte สำรวจผู้บริหารระดับสูงเกือบสองพันคนแล้วพบว่า องค์กรส่วนใหญ่ใช้เวลา 2 ถึง 4 ปีกว่าจะได้ ROI ที่น่าพอใจจาก use case หนึ่ง ขณะที่การลงทุนเทคโนโลยีทั่วไปตลาดคาดหวังคืนทุนภายใน 7 ถึง 12 เดือน มีแค่ 6% เท่านั้นที่คืนทุนได้ในปีแรก ผมว่าช่องว่างตรงนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเทคโนโลยี"

ตัวเลขชุดนี้มาจากรายงาน AI ROI: The paradox of rising investment and elusive returns ฉบับเดียวกับที่กล่าวถึงตอนต้น

"การลงทุน IT ทั่วไปคืนทุนเร็วเพราะติดตั้งเสร็จก็ใช้ได้เลย แต่ AI ให้ผลตอบแทนก็ต่อเมื่อคนเปลี่ยนวิธีทำงาน และการเปลี่ยนวิธีทำงานของคนมีจังหวะเวลาของมันเอง เร่งด้วยงบอย่างเดียวไม่ได้"

รายงานของ Deloitte ระบุเหตุผลไว้ห้าข้อว่าทำไม ROI ของ AI จึงวัดยาก และหนึ่งในนั้นถูกเรียกตรง ๆ ว่า the human factor ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรบริหารการยอมรับของคนได้ดีแค่ไหน พนักงานหยิบเครื่องมือใหม่ไปใช้จริงหรือไม่ และ workflow ถูกปรับให้รองรับหรือเปล่า

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อการตั้งความคาดหวังกับผู้บริหาร

"ถ้าผู้บริหารตั้งความคาดหวังไว้ที่หนึ่งปี โครงการมักถูกตัดงบก่อนถึงจุดที่มันเริ่มให้ผล ผมเลยคิดว่าการสื่อสารกรอบเวลาที่ตรงกับความจริงตั้งแต่วันแรก สำคัญพอ ๆ กับการเลือกเครื่องมือ"

Snippet · แนวทางสำหรับ HR ในการวางกรอบเวลาโครงการ AI
  1. ตกลงกรอบเวลาที่สมจริงกับผู้บริหารตั้งแต่ตอนตั้งงบ
  2. กำหนดหมุดหมายระยะสั้นที่วัดได้ในหนึ่งไตรมาส
  3. รายงานความคืบหน้าด้วยผลลัพธ์ของงาน ไม่ใช่ยอดการใช้งาน
  4. ขยายผลไปกระบวนการถัดไปเมื่อมีหลักฐาน

ในเมื่อทุกองค์กรใช้ AI ตัวเดียวกัน อะไรทำให้ผลต่างกันหลายเท่า

นี่คือคำถามที่คุณไพศิษฐ์มองว่าสำคัญที่สุดสำหรับปี 2026 เพราะความได้เปรียบด้านเครื่องมือแทบหมดไปแล้ว องค์กรขนาดกลางเข้าถึงโมเดลระดับเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ได้ในราคาที่ไม่ต่างกันมาก

"วันนี้ทุกองค์กรใช้โมเดลตัวเดียวกันได้หมด ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีโมเดลเก่งกว่า แต่อยู่ที่ว่าคนขององค์กรไหนตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่ AI ให้มาได้คมกว่ากัน"

เขายกข้อมูลอีกชุดขึ้นมาสนับสนุน

"PwC เพิ่งออกรายงานที่วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานกว่าหนึ่งพันล้านรายการใน 27 ประเทศ เขาพบว่าบริษัทกลุ่ม 20% แรกที่ใช้ AI ได้ดีที่สุดมี workforce Productivity โตถึง 163% เทียบกับปี 2018 สูงกว่าบริษัทที่ใช้ AI เยอะอยู่แล้วเกือบห้าเท่า คำถามที่ผมสนใจคือเขาทำอะไรต่างออกไป"

คำตอบตาม PwC 2026 Global AI Jobs Barometer อยู่ที่รูปแบบการใช้งาน ไม่ใช่ตัวโมเดล รายงานแบ่งบทบาทที่ได้รับผลจาก AI เป็นสองแบบ แบบแรกคือบทบาทที่ AI รับงานประจำไปทำจนคนได้ใช้วิจารณญาณและความเชี่ยวชาญมากขึ้น อีกแบบคือบทบาทที่ AI ทำให้ตัวงานง่ายลงสำหรับคนที่ไม่มีทักษะเดิม ผลปรากฏว่ากลุ่มแรกมีตำแหน่งงานเติบโตเป็นสองเท่า และค่าจ้างเติบโตเร็วกว่ากลุ่มหลัง 42%

ภาพเปรียบเทียบสองเส้นทาง Professionalised Role กับ Democratised Role
ภาพเปรียบเทียบสองเส้นทาง Professionalised Role กับ Democratised Role

"AI ที่อยู่ในมือคนที่รู้จริงเรื่องงานนั้น กับ AI ตัวเดียวกันในมือคนที่ยังไม่รู้ ให้ผลลัพธ์ต่างกันคนละโลก เพราะคนแรกรู้ว่าคำตอบไหนใช้ได้ คำตอบไหนต้องตรวจซ้ำ ผมถึงบอกเสมอว่าคนที่สร้างผลตอบแทนจาก AI ได้ดี ไม่ใช่แค่รู้วิธีใช้เครื่องมือ แต่ต้องเข้าใจเนื้องานเชิงลึกด้วย"

และตลาดแรงงานก็กำลังสะท้อนเรื่องเดียวกัน ค่าจ้างส่วนเพิ่มของคนที่มีทักษะ AI ขยับขึ้นแตะ 62% ในปี 2026 จาก 57% ในปีก่อนหน้า และตำแหน่งงานที่ระบุทักษะ AI โดยตรงเติบโตเร็วกว่าตลาดงานโดยรวมราวแปดเท่า สัญญาณนี้บอก HR สองเรื่องพร้อมกัน คือทักษะนี้มีมูลค่าจริง และพนักงานที่มีทักษะนี้มีทางเลือกมากขึ้น

แล้ววัด ROI ของ AI อย่างไรให้เห็นผลจริง

เมื่อถามว่าองค์กรควรเปลี่ยนอะไรก่อนเป็นอันดับแรก คำตอบของคุณไพศิษฐ์ไม่ใช่เรื่องเครื่องมือหรืองบประมาณ แต่เป็นเรื่องตัวชี้วัด

"ถ้า KPI ของเราคือจำนวนคนที่ได้ license หรือจำนวนครั้งที่ log in เรากำลังวัดว่าเราแจกของไปเท่าไร ไม่ได้วัดว่าธุรกิจได้อะไรกลับมา"

ตัวชี้วัดที่ให้ภาพจริงคือผลลัพธ์ปลายทาง เช่น เวลาที่ประหยัดได้ต่อชิ้นงานเทียบกับ baseline ก่อนใช้ คุณภาพงานที่ประเมินโดยผู้รับงานปลายทาง สัดส่วนงานจริงในกระบวนการเป้าหมายที่ผ่าน AI และความแม่นยำของการตัดสินใจในงานนั้น

"ตัวชี้วัดที่ผมชอบที่สุดคือ ผ่านไปหกเดือนแล้วยังมี use case ไหนที่คนใช้อยู่จริงบ้าง คำถามข้อเดียวนี้ตอบได้เกือบทุกอย่างว่าเราลงทุนถูกที่หรือเปล่า"

ถ้ามองเชื่อมกลับไปที่งานของ HR ตัวชี้วัดแบบผลลัพธ์จะต้องมี baseline ที่ชัดเจน ซึ่งหมายถึงการรู้ว่าทีมทำงานชิ้นนั้นใช้เวลาเท่าไรและคุณภาพอยู่ระดับใดก่อนเริ่มใช้ AI องค์กรที่มีระบบ HRIS หรือระบบ LMS และข้อมูลการประเมินผลอยู่แล้วจะได้เปรียบตรงนี้ เพราะมีจุดตั้งต้นให้เทียบ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติทีมสรรหาที่ใช้ HRIS อยู่แล้วรู้ว่าการคัดกรองใบสมัครหนึ่งตำแหน่งเคยใช้เวลาเฉลี่ย 6 ชั่วโมง และ Hiring Manager ให้คะแนนคุณภาพ shortlist อยู่ที่ 3.5 จาก 5 เมื่อเริ่มให้ AI ช่วยคัดกรองรอบแรก ทีมจะตอบผู้บริหารได้ทันทีว่าเวลาลดเหลือกี่ชั่วโมง และคะแนนคุณภาพขยับขึ้นหรือคงที่ ซึ่งเป็นคนละคำตอบกับการบอกว่ามีคนใช้ระบบกี่คน

อีกตัวอย่างคือทีม L&D ที่มีข้อมูลใน LMS อยู่แล้วว่าการผลิตบทเรียนหนึ่งโมดูลใช้เวลาเฉลี่ยกี่วัน และคะแนน post-test ของผู้เรียนอยู่ที่เท่าไร เมื่อนำ AI มาช่วยร่างโครงเนื้อหาและสร้างชุดคำถาม ทีมจะเทียบได้ว่าเวลาผลิตลดลงกี่วันโดยที่คะแนนผู้เรียนยังไม่ลดลง นั่นคือหลักฐานว่า AI เพิ่มความเร็วได้โดยไม่แลกกับคุณภาพ

องค์กรที่ยังไม่มีข้อมูลชุดนี้ก็เริ่มได้เช่นกัน เพียงบันทึกเวลาที่ใช้และคุณภาพของงานเป้าหมายไว้สองถึงสามสัปดาห์ก่อนเปิดใช้ AI เท่านี้ก็เพียงพอเป็นจุดตั้งต้นแล้ว

คุณไพศิษฐ์ปิดหัวข้อนี้ด้วยข้อมูลอีกชุดที่เขาบอกว่าน่าสนใจมาก

"Deloitte สร้างดัชนีชื่อ AI ROI Performance Index ขึ้นมาจัดอันดับว่าองค์กรไหนได้ผลตอบแทนจาก AI จริง แล้วพบว่ากลุ่มที่ทำคะแนนสูงสุด 20% ซึ่งเขาเรียกว่า AI ROI Leaders มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำเหมือนกันชัดมาก คือ 40% ของกลุ่มนี้กำหนดให้การเรียน AI เป็นหลักสูตรภาคบังคับ ไม่ใช่หลักสูตรทางเลือก และอีกลักษณะร่วมของกลุ่มนี้คือ 83% วางตำแหน่ง AI ไว้เป็นเครื่องมือที่ทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ไม่ใช่เครื่องมือที่มาแทนคน"

ดัชนีที่เขาพูดถึงคำนวณจากตัวชี้วัดทางธุรกิจสี่ตัวรวมเป็นคะแนนเดียว ได้แก่ ผลตอบแทนทางการเงินโดยตรง รายได้ที่เติบโตขึ้นจาก AI ต้นทุนดำเนินงานที่ลดลงได้ และความเร็วที่ผลลัพธ์ทั้งสามอย่างนี้เกิดขึ้น จากนั้นจึงจัดกลุ่มองค์กรที่ได้คะแนนสูงสุด 20% เป็น AI ROI Leaders ประโยชน์ของดัชนีนี้คือทำให้เปรียบเทียบได้ว่ากลุ่มที่ได้ผลจริงทำอะไรต่างจากองค์กรที่เหลือ แทนที่จะสรุปกันด้วยความรู้สึก

องค์กรไทยควรเริ่มจากตรงไหน

ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นมาจากยุโรป อเมริกา และตลาดโลก คำถามสุดท้ายจึงเป็นเรื่องการนำมาปรับใช้ในบริบทไทย ซึ่งคุณไพศิษฐ์ให้คำแนะนำที่ตรงและทำได้ทันที

"อย่าเริ่มจากการแจกเครื่องมือให้ทั้งองค์กร เลือกทีมเดียว งานเดียวที่ทำซ้ำบ่อยและวัดผลได้ แล้วทำให้ทีมนั้นเก่งจริง ผมว่าหลักฐานที่จับต้องได้หนึ่งชิ้นมีน้ำหนักในห้องประชุมมากกว่าการอบรมทั้งบริษัทหนึ่งรอบ"

ข้อที่สองคือการทำให้ความรู้ไม่หายไปกับคน

"ความรู้ที่ได้จากการใช้ AI ต้องสะสมอยู่กับทีม ไม่ใช่อยู่กับคนคนเดียวที่บังเอิญขยันลอง คลังตัวอย่างงานที่ดี รอบทบทวนประจำเดือน หรือแม้แต่ช่องแชร์พรอมต์ที่ใช้ได้ผล สามอย่างนี้ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา"

และข้อสุดท้ายคือการเชื่อมการพัฒนาบุคลากรในองค์กรเข้ากับเส้นทางอาชีพ เพราะเมื่อทักษะ AI มีมูลค่าในตลาดแรงงานชัดเจนขนาดนี้ องค์กรที่ออกแบบให้การพัฒนาทักษะเชื่อมกับความก้าวหน้าภายใน จะได้ทั้ง Productivity และการรักษาคนไปพร้อมกัน

สรุป 4 แนวทางสำหรับ HR ปี 2026
สรุป 4 แนวทางสำหรับ HR ปี 2026

Key Takeaway สำหรับ HR และ L&D Manager

หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การเลือกเทคโนโลยีที่ดีกว่า แต่อยู่ที่การทำให้คนในองค์กรใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ได้ลึกขึ้น จากบทสัมภาษณ์คุณไพศิษฐ์ สรุปเป็น 4 แนวทางที่ HR นำไปใช้ได้ในปี 2026 ดังนี้

  1. ทำให้ความรู้จากการใช้ AI สะสมอยู่กับทีม วางกลไกง่าย ๆ อย่างคลังตัวอย่างงานที่ดี รอบทบทวนประจำเดือน และช่องทางแชร์สิ่งที่ใช้ได้ผล เพื่อให้บทเรียนไม่หายไปพร้อมกับคนที่ลองใช้คนแรก

  2. ตั้งกรอบเวลาที่ตรงกับความจริงตั้งแต่วันแรก ROI ที่น่าพอใจตามสถิติ อาจใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 4 ปี การสื่อสารเรื่องนี้กับผู้บริหาร ควรเริ่มตั้งแต่ตอนตั้งงบ วาง Timeline ที่ชัดเจนและตัวชี้วัดที่ถูกต้อง ช่วยให้การจัดการโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ และอยู่ในกรอบเวลาที่ชัดเจน

  3. ยกระดับ AI fluency เป็นทักษะพื้นฐานขององค์กร กำหนดให้การเรียน AI เป็นภาคบังคับ การวางเรื่องนี้ไว้ในระดับเดียวกับความรู้ด้านความปลอดภัยข้อมูลช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นทั้งองค์กร ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่กล้าลอง โดยเชื่อมเข้ากับ Individual Development Plan ของพนักงานแต่ละคน

  4. วัดผลที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่ที่การเข้าถึง เปลี่ยนตัวชี้วัดจากจำนวน license และยอด log in ไปที่เวลาที่ประหยัดได้ต่อชิ้นงาน คุณภาพงานที่ผู้รับงานประเมิน และจำนวน use case ที่ยังใช้อยู่จริงหลังผ่านไปหกเดือน

FROG GENIUS เชื่อว่าผลตอบแทนจากการลงทุน AI เกิดขึ้นตรงจุดที่เทคโนโลยีกับความสามารถของคนมาบรรจบกัน ด้วยระบบ LMS ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ Personalized Learning Roadmap และ AI-Driven Upskilling เราพร้อมสนับสนุนองค์กรตั้งแต่การประเมิน Skill Gap การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่ตรงกับงานจริง ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ที่นำเสนอต่อผู้บริหารได้อย่างมีน้ำหนัก

Demo Request

FAQ 5 ข้อ

ROI ของ AI ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล
จากการสำรวจผู้บริหารระดับสูง 1,854 คนของ Deloitte ในปี 2025 องค์กรส่วนใหญ่ใช้เวลา 2 ถึง 4 ปีกว่าจะได้ ROI ที่น่าพอใจจาก use case หนึ่ง ซึ่งยาวกว่าการลงทุนเทคโนโลยีทั่วไปที่ตลาดคาดหวังการคืนทุนภายใน 7 ถึง 12 เดือน และมีเพียง 6% ที่คืนทุนได้ภายในปีแรก คุณไพศิษฐ์ จรัลนามศิริ แนะนำให้สื่อสารกรอบเวลานี้กับผู้บริหารตั้งแต่ตอนตั้งงบ เพื่อให้โครงการมีเวลาพอที่จะแสดงผลก่อนถูกประเมิน.
ทำไมโครงการ AI จำนวนมากจึงยังไม่มีผลต่อผลประกอบการ
รายงาน The GenAI Divide ของ MIT Project NANDA พบว่า 95% ขององค์กรยังไม่เห็นผลกระทบต่องบกำไรขาดทุนที่วัดได้ สาเหตุหลักไม่ใช่คุณภาพของโมเดล แต่คือสิ่งที่รายงานเรียกว่า Learning Gap นั่นคือ AI ยังไม่ถูกฝังเข้าไปในกระบวนการทำงานจริง และความรู้จากการใช้งานยังไม่สะสมกลับเข้าสู่ทีม การเลือกกระบวนการเดียวแล้วออกแบบใหม่ทั้งเส้นจึงให้ผลชัดกว่าการแจกเครื่องมือเป็นวงกว้าง.
HR ควรวัด ROI ของ AI ด้วยตัวชี้วัดอะไร
ตัวชี้วัดที่ให้ภาพจริงคือผลลัพธ์ปลายทาง ได้แก่ เวลาที่ประหยัดได้ต่อชิ้นงานเทียบกับ baseline คุณภาพงานที่ประเมินโดยผู้รับงาน สัดส่วนงานจริงที่ผ่าน AI และจำนวน use case ที่ยังใช้อยู่หลังผ่านไปหกเดือน ส่วนจำนวน license และยอด log in บอกได้เพียงระดับการเข้าถึงเครื่องมือ ไม่ได้บอกว่าธุรกิจได้อะไรกลับมา.
AI ROI Performance Index คืออะไร
เป็นดัชนีที่ Deloitte สร้างขึ้นเพื่อจัดอันดับว่าองค์กรใดได้ผลตอบแทนจากการลงทุน AI จริง โดยรวมตัวชี้วัดทางธุรกิจสี่ตัวเข้าเป็นคะแนนเดียว ได้แก่ ผลตอบแทนทางการเงินโดยตรง รายได้ที่เติบโตจาก AI ต้นทุนดำเนินงานที่ลดลงได้ และความเร็วที่ผลลัพธ์เหล่านี้เกิดขึ้น องค์กรที่ได้คะแนนสูงสุด 20% ถูกจัดเป็นกลุ่ม AI ROI Leaders ซึ่งใช้เป็นกลุ่มอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบว่าองค์กรที่ได้ผลจริงมีแนวปฏิบัติต่างจากองค์กรทั่วไปอย่างไร.
ทักษะอะไรที่สร้างความแตกต่างให้พนักงานในยุคที่ทุกคนใช้ AI ได้
เมื่อทุกองค์กรเข้าถึงโมเดลเดียวกัน สิ่งที่สร้างความแตกต่างคือวิจารณญาณในการตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่ AI ให้มา ว่าคำตอบไหนใช้ได้ทันทีและคำตอบไหนต้องตรวจซ้ำ ข้อมูลจาก PwC 2026 Global AI Jobs Barometer สนับสนุนภาพนี้ โดยพบว่าบทบาทที่ AI ช่วยขยายความเชี่ยวชาญของคนมีตำแหน่งงานเติบโตเป็นสองเท่า และค่าจ้างเติบโตเร็วกว่าบทบาทที่ AI เพียงทำให้งานง่ายลงถึง 42%.
เขียนโดย

ไพศิษฐ์ จรัลนามศิริ

Chief Architect และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท Energy Response จำกัด (Enres)
อดีต CTO ของ Carro ประเทศสิงคโปร์ และอดีต Engineering Manager ที่ BrightEdge Technologies รัฐแคลิฟอร์เนีย
Information Systems Management, Carnegie Mellon University และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

เรียบเรียงโดย FROG GENIUS

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
  1. Challapally, A., Pease, C., Raskar, R., & Chari, P. (2025). The GenAI Divide: State of AI in Business 2025. MIT Project NANDA, Massachusetts Institute of Technology. https://mlq.ai/media/quarterly_decks/v0.1_State_of_AI_in_Business_2025_Report.pdf
  2. Michalski, J., Winters, S., Gunn, D., & Holland, J. (2025). AI ROI: The paradox of rising investment and elusive returns. Deloitte Touche Tohmatsu Limited. https://www.deloitte.com/global/en/issues/generative-ai/ai-roi-the-paradox-of-rising-investment-and-elusive-returns.html
  3. PricewaterhouseCoopers. (2026). 2026 Global AI Jobs Barometer. PricewaterhouseCoopers International Limited. https://www.pwc.com/gx/en/services/ai/ai-jobs-barometer.html

Related Article